อาลัยรัก..........................มก.

posted on 08 Jun 2009 15:56 by shortskirt

1 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นวันเทอม...ข้าน้อยแต่งชุดนักศึกษาออกจากบ้าน เพื่อไปเรียนตามปกติ

เพียงแต่ว่า...เข็มที่ปักอยู่บนหน้าอกข้างขวาไม่ใช่อันเดิม...

 

ณ ตอนนี้ข้าน้อยคือนักศึกษาแห่ง มหาวิทยาลัยมหิดล...

ไม่ใช่นิสิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกต่อไป

แต่ข้าน้อยมั่นใจว่าเลือดข้างในตัวยังคงเป็นสีเขียวเช่นเดิม...

 

ข้าน้อยรู้สึกหงุดหงิดและละอายทุกครั้งที่บอกใครต่อใครว่า

"เราเรียนที่มหิดล"

ทั้งๆที่ใจยังอยู่ที่เกษตรฯ

 

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้สัมผัสหรือพบเห็นข้าน้อยมักจะเอาไปเปรียบเทียบกับที่เกษตรฯ

...และก็พบว่าที่เกษตรฯดีกว่า

.......แม้จะรู้ว่าไม่ควร........

 

คนเราเกิดมาก็ควรจะภูมิใจในที่ที่เราอยู่

 

ก็ได้แต่หวังว่าเราคงจะภูมิในมหิดลได้สักวัน

ประสบการณ์ครั้งแรกของข้าน้อย(อุ๊ย แอบส่อ)เกิดขึ้นเมื่อตอนข้าน้อยอยู่ม.2   เช้าวันนั้นข้าน้อยเดินออกจากบ้านไปร.ร.ตามปกติ   เป็นเวลาประมาณ 7 โมงเช้า   ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมวันนั้นในซอยถึงไม่ค่อยมีคนเลย  

ซักพักก็มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขับผ่านมา   เมื่อมอเตอร์ไซค์คันนั้นขับมาใกล้จากทางด้านหลัง   อะไรก็ไม่รู้มาดลใจให้ข้าน้อยหันไปมอง   ก็ปรากฎว่ามันขับมาเฉี่ยวข้าน้อย และพยายามใช้มือขางหนึ่งมาจับน้องสาวของข้าน้อย   แต่ข้าน้อยก็ปัดป้องได้ทัน   มันก็ขับผ่านไป   ข้าน้อยกลัวมากๆ   สมัยนั้นซอยบ้านข้าน้อยยังไม่เจริญ คือเปลี่ยวมาก   ข้าน้อยก็เลยรีบเดินกึ่งวิ่งไป   แต่มันยังไม่พอแค่นั้น มันขับรถย้อนกลับมาอีก   แต่คราวนี้มาจอดอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนน และจัดการถอดกางเกงโชว์ของมันให้ดู   พระเจ้าเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยพบเคยเจอแบบนี้มาก่อน   ณ ตอนนั้นก็เลยรีบวิ่งออกมา   ตั้งแต่นั้นมาข้าน้อยก็เลยฝังใจกับเสียงมอเตอร์ไซค์กับผู้ชายลักษณะตัวผอมสูง ผิวคล้ำ ใส่แว่น และไม่กินไส้กรอกไปนานเลยทีเดียว

และก็ยังมีอีกหลายครั้งที่ได้เจอเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้   ทั้งกับคนเดิมและรายอื่นๆ

แต่คราวล่าสุดที่เจอก็เป็นตอนม.4   เป็นช่วงปิดเทอมแต่ต้องไปทำโครงงานคณิตศาสตร์   และต้องใช่พื้นที่มากหน่อยเลยขนของกันไปทำในวัดใกล้ๆร.ร.   เรานั่งล้อมกลุ้มกันทำอยู่ในศาลาวัด โดยที่ข้าน้อยนั่งหันหลังให้ทางขึ้นศาลา   ขณะนั้นก็มีกระทาชายนายหนึ่งขับมอเตอร์ไซค์(อีกแล้ว)มา   พี่แกมาจอดอยู่ด้านหลังของข้าน้อย   ทีแรกก็แค่ถอดโชว์เฉย   กลุ่มนั่งกันอยู่ 7-8 คนก็จริง แต่ไม่มีใครกล้าทำอะไรเลย   พระ-เณรในวัดก็ช่างรู้เห็นเป็นใจ ช่วงเวลาสำคัญอย่างนั้นไม่มีผ่านมาซักรูปเดีว   เพื่อนก็เริ่มส่งเสียง "แอน...ข้างหลังอ่ะ ระวังนะ" ข้าน้อยเห็นท่าไม่ดีเลยไม่จึงไม่หัน   ซักพักพี่แกได้ใจใหญ่ ไม่มีใครทำอะไร    เลยเล่นชักว่าวกันมันหยดติ๋งเลยทีเดียว   พอเสร็จกิจพ่อคุณก็ขับออกไป   โชคดีที่คราวนี้ไม่ต้องเห็นเอง...เหอๆ

จะว่าไปข้าน้อยนี่ก็ผ่านประสบการณ์ทำนองนี้มาเยอะ   แต่กลับเป็นแบบว่า "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด"ซะงั้น   คงต้องฝึกวรยุทธ์ให้หนักหน่อยแล้ว  

ทีนี้มาเข้าเรื่องมั่ง   พฤติกรรมดังต่อไปนี้

- ชอบอวดอวัยวะเพศ(Exhibitionism)

- ร่วมเพศกับเด็ก(Pedophilia)

- มีพฤติกรรมทางเพศกับวัตถุ(Fetishism)

-การเสียดสีด้วยดวัยวะเพศ(Frotteurism)

- เซ็กซาดิสต์(Sexual sadism)

- มาโสคิสม์(Sexual masochism)

- มองดูผู้อื่นเปลื้องผ้าหรือเปลือยกาย,ถ้ำมอง(Voyeurism)

- แต่งตัวเป็นเพศตรงข้าม(Transvestic Fetishism)

- ร่วมเพศกับบุคคลร่วมสายโลหิต(Incest)

- สื่อสารลามกผ่านโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์(Telephone and computer scatologia)

- ร่วมเพศกับศพ(Necrophilia)

- ร่วมเพศกับสัตว์(Zoophilia)

- การร่วมเพศโดยมีอุจจาระเป็นสิ่งเร้าอารมณ์ทางเพศ(Coprophilia&Kliomaphilia)

- การถ่ายปัสสาวะรดคู่นอน(Urophilia)

- การใช้มีดเฉือนเนื้อแล้วดูดหรือดื่มเลือดจากคู่นอน(Vampirism)

- การเขียนจดหมายลามก(Erotographomania)

เหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศทั้งสิ้นซึ่งทางการแพทย์ถือว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศเป็นผู้ป่วยจิตเวช ที่มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ   แต่ไม่ถึงขั้นเป็นโรคจิต

แต่ในแง่ของกฎหมายถือว่า ความเจ็บป่วยหรือความผิดปกติทางจิตจะต้องถึงขนาดที่กระทำโดยไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เท่านั้น  

สำหรับผู่ที่มีความผิดปกติทางจิตบางอย่าง เช่น ผู้ที่เป็นโรคประสาท   ผู้ที่มีบุคลิกภาพผิดปกติ   ผู้ที่มีความผิดปกติทางเพศ หรือผู้ที่ติดยาเสพติดจึงไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับการยกเนโทษตามกฎหมาย   เว้นแต่ผู้ป่วยดังกล่าวจะมีความผิดปกติอย่างอื่น เช่น มีอาการของโรคจิตปนอยู่ด้วย   ทั้งนี้ก็เพราะบุคคลเหล่านั้นยังรู้ผิดชอบหรือสามารถบังคับตนเองได้อยู่   แม้ว่าจะมีความผิดปกติในทางจิตใจที่จะชักนำให้ทำอะไรต่างจากคนธรรมดาได้ง่าย   แต่สิ่งจูงใจนั้นก็ไม่ถึงขนาดทำให้ความรู้ผิดชอบหรือความสามรถบังคับตนเองสูณเสียไป

ดังนั้น ไอ้โรคจิตที่เรียกกันอยู่นั้น  มาเรียกใหม่ดีกว่าเป็น "ไอ้เบี่ยงเบน" และเมื่อเจอแล้วเราสามารถแจ้งตำรวจจับดำเนินคดีได้เลย   และสถนฃานที่สุดท้ายของไอ้เบี่ยงเบนพวกนี้ก็คือ "คุก" เท่านั้น   ไม่ต้องบำบัด ยัดเข้าซังเตโลด!!!!

"ระบบทุนนิยมทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า"

คำพูดนี้คงไม่ผิด เพราะดูประเทศไหนๆเค้าก็เจริญไปไหนต่อไหนแล้ว(ตกลงมันไปไหนฟระ?) ก็ด้วยดำเนินเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนี่แหละ

เพียงแต่...เผอิญว่ามันไม่ใช่ทุกตัวคนที่ได้ประโยชน์จากความเจริญนี้จริงๆ

จะว่าไปคนคิดเค้าก็เข้าใจคิดนะ   จะมีซักกี่คนกันที่คิดได้ขนาดนี้ แต่ข้าน้อยว่าตอนที่คิดได้เค้าคงจะอยู่ในโลกจินตนาการของเค้ามากเกินไป   จนลืมนึกถึงปัจจัยที่สำคัญที่สามารถกลับจากฝ่ามือเป็นหลังตีนได้

ใจคนไง

 

ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้สึกต้อยต่ำขนาดนี้มาก่อน...

 

วันหนึ่ง มีอัยการเหี่ยวนางหนึ่งย่างกรายเข้ามาในร้านนวดแผนโบราณเพื่อใช้บริการ   แม่ข้าน้อยเป็นหมอนวด   และได้นวดอัยการนางนี้

ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่หัวข้อเสื้อแดง-เสื้อเหลืองกำลังร้อนระอุ

แน่นอนบ้านข้าคนจนก็ต้องเชียร์เสื้อแดง   ส่วนอัยการหนังเหนียวนางนั้นก็สนับสนุนเสื้อเหลืองเป็นธรรมดา

(คงไม่มีเรื่องอื่นให้คุยกันแล้วจริงๆ )

นางเริ่มด้วยกล่าวหาว่ากลุ่มคนเสื้อแดงสร้างความวุ่นวายให้ประเทศชาติ ไม่ยอมรับกติกาบ้านเมือง เป็นพวกไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง โง่งมงายอยู่แต่กับทักษิณ ทั้งๆที่ทักษิณมันเลว มันปล้นคนรวยแล้วเอาเงินไปแจกคนจน ทั้งๆที่คนพวกนั้นไม่รู้จักค่าของเงินเลย พวก She น่ะทำงานกันแทบตาย กลับต้องเอาเงินประเคนให้พวกคนจนหมด เมื่อก่อนครอบครัว She มีเงินผ่านมือเดือนละเป็นแสนๆ เดี๋ยวนี้ต้องเอามาเสียภาษีมากมาย แล้วต่อไปลูก She จะเอาอะไรกิ๊น~~~(แสงแหลมสูงปรี๊ดปรอทแตกกระจัดกระจาย)...

...แสดงว่าเมื่อก่อนมันไม่ต้องเสียภาษีว่างั้น...

ยังไม่จบ...พวกคนจนใช้เงินไม่เป็น กองทุนหมู่บ้านได้ไปก็เอาไปถลุงหมด ตัวก็ขี้เกียจไม่รู้จักคิดทำมาหากิน ลูกมีเท่าไหร่ก็เอาไปช่วยไถนาหมด ไม่ยอมให้เรียนหนังสือ แล้วจะมีวันไหนที่เจริญ

...พระเจ้า!   เพิ่งรู้ว่าคนรวยมันคิดกันอย่างนี้

 นอกจากไม่คิดจะให้แล้วยังคิดแต่จะเอาอีกต่างหาก   ระบบทุนนิยมเปิดช่องให้คิดเอาเพียบเลย...  

 

ยิ่งตอนนี้เศรษฐกิจตกต่ำ   คนจนอย่างเราอย่าว่าแต่จะหาเก็บเลย   แค่มีให้กินให้รอดไปถึงพรุ่งนี้ยังยาก   แล้วจะมีทางให้คนจนอย่างเราเลือกซักกี่ทาง

 

บ้านของข้าน้อยอยู่ใกล้ตลาดพูนทรัพย์   ซึ่งเป็นตลาดขายของแต่งรถที่ใหญ่มาก   ผู้คนจาก เหนือ อีสาน ใต้ ออก ตก ก็มาซื้อมาหา มาทำอะไรๆที่นี้กันเยอะ  

พอมีรถก็ต้องมีพริตตี้น่ารักๆ   แต่นี่มันตลาดเปิดโล่ง ไม่ใช่มอเตอร์โชว์ เพราะงั้นลืมพริตตี้สวยๆใสๆไปได้เลย   เพราะถ้ามาที่นี่จะเจอกับ โคโยตี้แทน(เค้าว่าเป็นด้านมืดของพริตตี้นิ ลึกลับดีแฮะ)

โคโยตี้ อาชีพที่แม้แต่ผู้ชายปกติทั่วไปก็ส่ายหน้า   มีแต่พวกหื่นกามเท่านั้นแหละที่ชอบ   สังคมก็ประนามว่าเป็นอาชีพที่ไร้ศักดิ์ศรี   หลายคนมีเบื้องลึก เบื้องหลังแอบแฝง   ในขณะที่อีกหลายคนทำเพราะจำใจ   แต่ปลาตายตัวเดียวก็เหม็นไปทั่ว   ใครมันจะไปนั่งเจียระไนว่าคนนี้ดี คนนั้นชั่ว

ขอทาน  ประเภทที่มีแขนขาครบ ร่างกายดูแข็งแรงดี ก็มีเยอะ บางคนมาเป็นครอบครัว  กระเตงลูกน้อยมาตากแดดตากฝน   บางคนไม่ทำอะไรเลยนั่งขออย่างเดียว   แต่ก็มีบางคนที่ร้องเพลงให้ฟังบ้าง เปิดเพลงให้ฟัง เป็นเพลงมั่ง ไม่เป็นเพลงมั่ง(แต่อันหลังนี่เค้าเรียกวณิพกป่ะ ไม่แน่ใจ)   ที่สะเทือนใจที่สุดคงเป็นเอาคนปัญญาอ่อนแถมร่างกายพิการมานั่งขอทาน   เห็นแล้ว โอ้โห โลกนี้ช่างโหดร้าย

หญิงขายบริการ เป็นอาชีพที่คนทั้งหลายตั้งแง่รังเกียจ   แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนทั่วโลกรู้จักประเทศไทย(จะภูมิดีมั้ย ยกย่องเค้าซะหน่อยที่ทำชื่อเสีย(ง)ให้ประเทศชาติ หึหึ)

 

จากที่ยกมา   มีอยู่คำพูดหนึ่งที่ไม่เห็นในหน้าบล็อกนี้คือ

"อย่าบอกว่าไม่ทางเลือก เพาระคนเรามีทางเลือกเสมอ"

 

นอกจากศักดิ์ศรีของความเป็นคนแล้ว   ชีวิตคนเรามีปัจจัยอีกหลายอย่างค่ะ   สำหรับคนที่ไม่เคยสัมผัสกับชีวิตในโลกมืด  คำพูดข้างบน คุณสามารถถพูดได้อย่างเต็มปาก   ก็ไม่ต่างกับคนที่คิดระบบทุนนิยม ที่วันๆเอาแต่อยู่ในโลกของความฝันและชีวิตที่มีพร้อมทุกอย่างราวกับสวรรค์  

แต่สำหรับคนที่เขาอยู่ในโลกของความเป็นจริง แม้ทางเดินจะไม่มีแสงสว่างแต่เพื่อไม่จมลงสู่ความมืดมิดเขาก็ต้องเดินต่อไป   เผื่อว่าสักวันจะมีแสงที่แม้จะแรงน้อยกว่าแสงหิ่งห้อยปรากฎขึ้นในทางเดินนั้น

 

ข้าน้อยคงไม่สามารถเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ หรือวิธีคิด หรือแม้แต่ชีวิตของใครได้   เพียงแต่อย่างน้อยคนไทยด้วยกันก็รักกันไว้ อย่าดูถูกกันเลยนะเพราะข้าน้อยเชื่อว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างต่างก็มีเหตุผลในตัวของมัน    คนเราต่างก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง  

ศักดิ์ศรีของความเป็นคน ข้าน้อยว่าคงไม่ได้วัดกันที่อาชีพใช่มั้ย  เปิดใจให้กว้างไว้ดีกว่านะ แล้วโลกจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลย  

 

 

และก็อยากจะฝากเอาไว้ทิ้งท้ายสวยหรูหน่อย   เป็นคำพูดของตัวละครในเรื่องหัวขโมยแห่งบารามอส  ไม่แน่ใจว่าเล่มไหน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น ดาบแห่งกษัตริย์   เป็นคำพูดของตัวที่ไม่ใช่ตัวเอก (มันว่ามันเป็นขอทานอ่ะ) บอกว่า

"ลดความเห็นแก่ตัวของตัวเองลง  

ให้คนอื่นได้เห็นแก่ตัวมากขึ้น  

ความเห็นแก่ตัวในโลกนี้ก็ไม่ลดลงไปซักเท่าไรหรอก"

 

ให้เครดิตคนแต่งเลย แหล่มมากๆ และนี่ก็เป็นคติประจำใจข้าน้อยแต่นั้นมา

 

edit @ 19 Feb 2009 12:31:59 by shortskirt